Independent Study

หัวข้อและโครงร่างการค้นคว้าแบบอิสระ

1. ชื่อ-สกุล นาย ประดับยศ ธรรมนิตย์กิจ รหัสนักศึกษา 4640699
Mr. Pradabyot Thammanikij Student ID 4640699

2. ชื่อเรื่องการค้นคว้าแบบอิสระ
ภาษาไทย: การพัฒนาการออกแบบสารสนเทศในบริบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B2B กรณีศึกษา หจก.สหัสชาค็อตท่อนแอนด์คราฟห์
ภาษาอังกฤษ:


3. หลักการและเหตุผล
          โลกในยุคปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) ได้สร้างโลกของการติดต่อสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เปิดโอกาสให้มนุษย์ชาติได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมากยิ่งขึ้น ด้วยปัจจัยนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและผสมผสานกันทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม (รังสรรค์ ธนพรพันธ์,2538)
จากกระแสของความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี อย่างรวดเร็วนี้ ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการดำเนินธุรกิจต่างก็มีการแข่งขันและปรับตัวเพื่อให้ทันต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงมีการจำเป็นที่องค์การต่าง ๆ จะต้องมีเครื่องมือที่ช่วยในการตัดสินใจ ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและมีความรวดเร็วในการดำเนินงาน เพื่อสร้างข้อได้เปรียบต่อ คู่แข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสาร องค์การส่วนใหญ่มีการปรับตัวเพื่อนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาพัฒนาเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และดำเนินงาน
ในการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดขึ้นคือการทำ “การค้า” ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ นั่นเอง โดยคำว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นจะครอบคลุมตั้งแต่ ระดับเทคโนโลยีพื้นฐาน อาทิ โทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนกว่านี้ แต่ว่าในปัจจุบันสื่อที่เป็นที่ นิยมและมีความแพร่หลายในการใช้งานคืออินเทอร์เน็ตและมีการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการทำการค้ามาก จนทำให้เมื่อพูดถึงเรื่อง พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์คนส่วนใหญ่จะเข้าใจไปว่าคือการทำการค้าผ่านอินเทอร์เน็ตการดำเนินธุรกิจทางอินเตอร์เน็ต หรือ อีคอมเมิร์ซ


           อินเตอร์เน็ตคือแหล่งข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลข่าวสารอย่างหนึ่งก็คือ ข้อมูลเกี่ยวกับราคาสินค้า ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ และข้อมูลเกี่ยวกับผู้ขายผู้ผลิต ซึ่งในปัจจุบัน ผู้บริโภคมีทางเลือกในการที่จะซื้อสินค้ากันมากขึ้น เช่นการเข้าไปเลือกซื้อจากในเว็บไซต์ มีการเข้าไปเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนที่จะซื้อ หากจะกล่าวว่า “ข่าวสาร” คืออำนาจ ในปัจจุบันนี้ผู้บริโภคก็ได้รับการติดอาวุธอย่างใหม่ที่มีอำนาจมากพอที่จะต่อรองกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายสินค้าได้ผลดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาและพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสินเชิง
ในการทำอีคอมเมิร์ซนั้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นเว็บเพจหรือช่องทางการจำหน่ายสินค้าแต่ อีคอมเมิร์ซยังมีความหมายรวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริโภค และผู้ค้าส่ง สำนักวิจัยไอดีซี (IDC) ได้ประมาณรายได้ของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบธุรกิจต่อธุรกิจ (B-to-B) ว่าเพิ่มขึ้นจาก 80 พันล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3,200 พันล้านบาทในปี พ.ศ. 2542 เป็น 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 40 ล้านล้านบาทในปี พ.ศ. 2546 (สมาคมธุรกิจอินเทอร์เน็ตไทย)
ในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2547 นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ 12 ล้านคน สร้างรายได้ทั้งสินประมาณ 380,000 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวในประเทศจำนวน 67.12 ล้านครั้ง สร้างรายได้ทั้งสินประมาณ 360,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อนำข้อมูลจากการศึกษาพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวมาพิจารณา คาดว่านักท่องเที่ยวและ ผู้ประกอบธุรกิจซื้อสินค้าต่างๆประมาณไม่ต่ำกว่า 280,000 ล้านบาท และในจำนวนนี้คาดว่าจะมีการซื้อสินค้าผ้าฝ้ายไม่ต่ำกว่า 47,000 ล้านบาท (สยว.วจ.4702)
ในประเทศไทยได้มีแผนงานการพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่ง ที่เน้นไปยังพื้นฐานของประเทศ หรือ SME คือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กโดยย่อมาจาก Small and Medium Enterprises เนื่องจากรัฐเริ่มให้ความ สนใจกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางมากขึ้น(รวมทั้งธุรกิจผ้าฝ้าย) อีกทั้งกระทรวง อุตสาหกรรม ก็มีนโยบายที่จะส่งเสริมและสนับสนุนกิจการขนาดกลาง และเล็กอย่างชัดเจน เพราะเห็นว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคม โดยมีกรมส่งเสริม อุตสาหกรรมต่างๆ ส่วนหนึ่งโดยนำอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ เข้าสู่ทุกพื้นที่ โดยมีกรอบนโยบาย พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ บรรจุไว้ในแผ่นพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เริ่มตั้งแต่การวางแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ฉบับที่ 9 ฉบับที่ 10 ที่สามารถปรับให้คล่องตัวและสอดคล้องกับ สถานการณ์ได้ในระดับที่เหมาะสม อย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนในมาตรการด้านต่างๆ ทีจะเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

           ถึงแม้จะมีการสนับสนุนในด้านต่างๆแต่ก็ยังคงมีปัญหา จุดอ่อนและอุปสรรค ที่ได้พบในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อการจำหน่ายสินค้าผ้าฝ้ายแบบขายส่ง (B2B)ผ่านกิจกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อาทิ เช่น ขาดต้นทุนและองค์ความรู้ การขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ขาดรูปแบบการนำเสนอสินค้าที่ดี ขาดการเชื่อมโยงที่ดีระหว่างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และ มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง จึงทำให้ส่งผลทำให้ ผู้ประกอบการไม่สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้
จากสถานการณ์ของสื่ออินเตอร์เน็ตที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจการศึกษาการออกแบบสารสนเทศในบริบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการจำหน่ายสินค้าผ้าฝ้ายแบบขายส่ง (B2B) โดยผู้วิจัยเห็นได้ว่าการทำการค้าผ่านอินเทอร์เน็ต สอดคล้องกับแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับ
กระบวนการจัดระเบียบข้อมูลในส่วนของการทำสื่อเว็บไซต์ นอกจากจะมอง การออกแบบเพียงในลักษณะลักษณะเดี่ยวไม่ได้ นักออกแบบยังต้องมองต่อไปให้เห็นถึง ข้อมูลต่างๆ การออกแบบ สื่อที่เลือกใช้ และกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจน โดยการนำทฤษฎี Customer Interface 7Cs มาใช้ในการจัดระเบียบ วางโครงสร้างของเว็ปไซต์ สามารถช่วยการจัดระเบียบข้อมูล วางแผนการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ และต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์กับเนื้อหาภายใน โดยทั้งหมดนี้ต้องมีการออกแบบที่แสดงถึงความสัมพันธ์กันให้มากที่สุดเพื่อที่จะทำให้สื่อที่ออกมานั้นมีความสวยงาม และมีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกด้วย
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อการจำหน่ายสินค้าผ้าฝ้ายแบบขายส่ง (B2B) แต่ติดปัญหาในการจัดหาและพัฒนาระบบที่สามารถรองรับธุรกรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากขาดต้นทุนและองค์ความรู้ อันซึ่งสอดคล้องสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยและยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดล้านนาทั้งด้านการรุก (สร้างฐานเศรษฐกิจใหม่) ปรับตัว (การเพิ่มมูลค่าฐานเศรษฐกิจเดิม) และสร้างความยั่งยืน (สนับสนุนทั้งฐานเศรษฐกิจเดิมและใหม่) โดยพิจารณาเลือกเทคโนโลยีแบบมาตรฐานแต่ต้นทุนต่ำมาพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้ประกอบการ จำหน่ายสินค้าผ้าฝ้ายแบบขายส่ง B2B ในจังหวัดเชียงใหม่และ/หรือภาคเหนือตอนบนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม อีกทั้งเป็นการส่งเสริมกลุ่มนักพัฒนาซอฟท์แวร์ท้องถิ่นให้มีความรู้ความสามารถมากขึ้นสนองต่อตำแหน่งทางการตลาดใหม่ของประเทศไทยด้าน ICT

4. สรุปสาระสำคัญจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง
          การศึกษาการพัฒนาโครงสร้างข้อมูลของการจำหน่ายสินค้าผ้าฝ้ายแบบขายส่งบนอินเตอร์เน็ทตามแนวคิดการออกแบบ 7Cs เพื่อให้การศึกษาครั้งนี้บรรลุถึงจุดมุ่งหมาย ผู้วิจัยจึงต้องศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้แนวคิดและทฤษฎีเป็นแนวทางในการวิจัยและเป็นกรอบในการวิเคราะห์และเสนอแนะข้อคิดเห็นต่อไป

1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศ
      1.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต
              1.1.1 ประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
              1.1.2 ความหมายของอินเทอร์เน็ต
              1.1.3 ความหมายของ WWW (World-Wide Web)
      1.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Information Architecture และ Information Design
      1.3 แนวคิดการและทฤษฎีเกี่ยวกับ Visual Design

2. แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับการศึกษารูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับ
กิจการผลิตและส่งออกระดับ SMEs

      2.1 คำจำกัดความ
      2.2 รูปแบบของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
      2.3 ประโยชน์ของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

3. แนวคิดการออกแบบ B2B Website : 7Cs Concept

1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศ
     1.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต
              1.1.1 ประวัติความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต (Internet) เป็นเครือข่ายที่ได้รัยการพัฒนาและเติบโตมาจาก เครือข่าย “อาร์ปาเน็ต”(ARPANET : Advanced Research Project Agency NETwork) อันเป็นเครือข่ายทางการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกาในโครงการสังกัดกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกาโดยเริ่มใช้งานเมื่อปี พ.ศ. 2512 ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมของประเทศสหรัฐอเมริกากับมหาวิทยาลัยในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีเครือข่ายอาร์ปาเน็ตเป็นเครือข่ายหลักสำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ต่อมามหาวิทยาลัยต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาได้ให้ความสนใจแล้ะข่าร่วมโครงการโดยเชื่อต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบอาร์ปาเน็ตเพื่อการศึกษาและวิจัย เมื่อเครือข่ายมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงเกิดปัญหาเรื่องในการบริการเครือข่าย ทางการทหารของสหรัฐอเมริกาจึงขอแยกตัวออกเป็นเครือข่ายย่อย ชื่อว่า “มิลเน็ต” (MILNET : MILitary NETwork) โดยเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอาร์ปาเน็ตด้วยเทคนิคการโต้ตอบ หรือ “โปรโตคอล” (protpcol) แบบพิเศษที่เรียกว่า “ทีซีพี/ไอพี” (TCP/IP : Trasmission Control Protocol / Internet Protocal) โดยที่ “ไอพี” (IP : Internet Protocol) หรืออินเทอร์เน็ตโปรโตคอลเป็นส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายอาร์ปาเน็ตนับตั้งแต่นั้นได้มีเครือข่ายย่อยของสถาบันและองค์กรต่างๆ ได้ขอเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายอาร์ปาเน็ต ทำให้เครือข่ายอาร์ปาเน็ตมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น การเชื่อโยงเครือข่ายย่อยต่างๆ เหล่านี้เชื่อมต่อด้วยเทคนิคแบบ “อินเทอร์เน็ต-โปรโตคอล” ดังนั้นต่อมาจึงเรียกเครือข่ายนี้ว่า “อินเทอร์เน็ต”
สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการติดต่อกับอินเทอร์เน็ตแบบการบริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (PSU) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียหรือสถาบันเอไอที (AIT) ได้รับความร่วมมือกับประเทศออสเตรเลียตามโครงการ IDP ซึ่งเป็นการติดต่อเชื่อมโยงเครือข่ายด้วยสายโทรศัพท์ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2531 มหาวิทยาลัยสงขานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้ยื่นขอที่อยู่อินเทอร์เน็ตในประเทศ โดยใช้ชื่อที่อยู่ว่า sritrang.psu.th ซึ่งนับว่าเป็นที่อยู่อินเทอร์เน็ตแห่งแรกในประเทศไทย จากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 ได้มีบริษัท องค์กรเอกชน องค์กรรัฐบาล และมหาวิยาลัยได้มีการใช้บริการอินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย การพัฒนาเครือข่ายจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว อินเทอร์เน็ตจึงได้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยอย่างเต็มตัว (ดร.วิทยา เรืองพรวิสุทธ์,2538 : 9-10)

               1.1.2 ความหมายของอินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ต เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายย่อยจำนวนมากมาย กระจายทั่วทุกมุมโลกกว่า 22.000 เครือข่าย โดยแต่ละเครือข่ายบรรจุแฟ้มข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ข้อมูลทางธุรกิจการค้า ข่าวสารและการบันเทิง การเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลจากเครือข่ายย่อยต่างๆ ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับผู้ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้อีกด้วย โดยการกระจายข่าวสารหรือการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Mail) (ดร.วิทยา เรืองพรวิสุทธ์ ,2538 : 21-22)

                1.1.3 ความหมายของ WWW (World-Wide Web)
WWW ได้รับการพัฒนาและริเริ่มโดยนักวิทยาศาสตร์ของสถาบัน CERN เป็นห้องปฏิบัติการฟิสิกส์แห้งยุโรป (European Particle Physics Laboratory) นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
WWW คือศูนย์คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เป็น WWW เซิร์ฟเวอร์ อันเป็นระบบการสืบค้นข้อมูลข่าวสาร โดยข้อมูลของ WWW เป็นเอกสารที่ถูกกำหนดเป็น “หน้า” (page หรือ WWWpage) สามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลหน้าอื่นๆได้ หลายรูปแบบเช่น ข้อมูลที่เป็นไฟล์กราฟิกซึ่งเป็นภาพหรือข้อความ และไฟล์ข้อมูลเสียง หรือที่เรียกกันว่าระบบ “มัลติมีเดีย” (Multimedia) การเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ถูกกำหนดให้เป็นแบบสืบค้นแหล่งข้อมูลเรียกว่า URL (Uniform Resource Locators)
              HTTP (HyperText Transfer Protocol) หมายถึงการโต้ตอบเพื่อการสื่อสารแบบ “ไฮเปอร์เท็กซ์” ไฮเปอร์เท็กซ์เปรียบเป็นเมนูหลักที่เลือกเพื่อเข้าไปยังคำอธิบายที่ซ้อนอยู่หรือข้อความในเมนูนั้นๆ ซึ่งคำอธิบายนี้อาจประกอบด้วยไฮเปอร์เท็กซ์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเมนูย่อยและเป็นคำอธิบาย ซึ่งข้อความนั้นอาจประกอบไปด้วยไฮเปอร์เท็กซ์ได้เรื่อยๆ คำอธิบายดังกล่าวปรากฏขึ้นเนื่องจากการเชื่อมโยงของข้อมูลแหล่งต่างๆ นั้นเอง
สำหรับข่าวสารที่เชื่อมโยงด้วยระบบ WWW browser กำหนดให้เป็นไฟล์ที่เรียกว่า HTML (HyperText Markup Language) เป็นไฟล์รหัสข้อความ ซึ่งสามารถกำหนดการเชื่อโยงกับ WWW เซิร์เวอร์ได้โดยการเชื่อมโยงที่เรียกว่า Hyperlink (ดร.วิทยา เรืองพรวิสุทธ์, 2538 : 129-132)

      1.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Information Architecture และ Information Design
การออกแบบเว็บไซต์โดยนำทฤษฎี Information Architecture มาใช้ในการจัดระเบียบ วางโครงสร้างของเว็บไซต์ สามารถช่วยการจัดระเบียบข้อมูล วางแผนการเชื่อมโยงกิจกรรมภายในเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี เพราะการออกแบบเว็บไซต์นอกจากความสำคัญของเนื้อหา ยังต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ขงเนื้อหากับเรื่องของคน, เวลา และพื้นที่ (People, Time, Space) ที่กล่าวว่าสิ่งทั้งสองมีความสัมพันธ์กันก็เนื่องจากว่าการออกแบบนั้น นักออกแบบจะได้ทำการสร้างระบบใหม่ขึ้นมา เพื่อที่จะนำเอาทั้ง คน, เวลา และพื้นที่ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นแล้วเมื่อสิ่งสามสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กัน จึงทำให้เว็บไซต์ที่ถูกสร้างออกมาสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย สะดวกต่อการใช้งาน เพราะผู้ออกแบบต้องศึกษาถึงกลุ่มเป้าหมายว่าคนกลุ่มไหนที่จะเข้ามาสืบหาข้อมูลจากสื่อเว็บไซต์นี้บ้าง แล้วจะใช้สิ่งใดเป็นสิ่งชักจูงให้ให้มีผู้เข้าเยี่ยมชมได้ และส่วนสำคัญที่สุดคือ เว็บไซต์จะให้ผลประโยชน์อะไรต่อผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์ ซึ่งผู้ออกแบบต้องศึกษาถึงจุดมุ่งหมายที่สื่อเว็บไซต์ต้องการสื่อออกไป

      แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Information Design
กระบวนการจัดระเบียบข้อมูลในส่วนของการทำสื่อเว็บไซต์ คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้น นอกจากการที่นักออกแบบจะมองการออกแบบเพียงในลักษณะของมิติที่หนึ่ง และมิติที่สองแล้วนั้น นักออกแบบยังต้องมองต่อไปให้เห็นถึงมิติที่สาม และสี่อีกด้วย ซึ่งมิติที่สามและสี่ที่ว่านี้ก็คือ มิติในเรื่องของเวลา และ ช่วงระยะทาง หรือช่องว่างระยะทางนั่นเอง (Time and Space) โดยทั้งหมดนี้ต้องมีการออกแบบที่แสดงถึงความสัมพันธ์กันให้มากที่สุดเพื่อที่จะทำให้สื่อที่ออกมานั้นมีความสวยงาม และมีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกด้วย
เวลา (Time) การออกแบบระบบของเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพนั้น จะต้องคำนึงถึงในเรื่องของระยะเวลาด้วย ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นเป็นเช่นว่า อนุสาวรีย์ต่างๆในกรุงวอชิงตัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาเช้า หรือค่ำก็ตาม เราก็จะยังเห็นซึ่งความงามของอนุสาวรีย์เหล่านั้น จากตัวอย่างสามารถให้คำอธิบายได้ว่า ในการออกแบบเว็บไซต์นั้นผู้ออกแบบจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงว่า เราจะต้องทำการออกแบบเว็บไซต์ในลักษณะใดที่จะทำให้ผู้คนสนใจ และ อยากที่จะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์นั้นๆอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด ก็สามารถที่จะเข้าไปเยี่ยมชมได้อยู่เสมอ
พื้นที่ (Space) ผู้ออกแบบได้ทำการให้ความหมายของ space ไว้มากมาย แต่มีอยู่สองความหมายที่ค่อนข้างที่จะเกี่ยวข้องกับในเรื่องของ Information Design โดยความหมายแรกที่ให้ไว้ก็คือ space เป็นที่ซึ่งมีไว้สำหรับบรรจุข้อมูลขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาโดยนักออกแบบทั้งหลาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็เช่นว่า การเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิคส์ จำเป็นอย่างยิ่งหรือไม่ที่ต้องใช้เนื้อที่ขนาดใหญ่มากๆในการบรรจุข้อมูลชนิดนี้ และเนื้อที่นี้มีความสามารถพอหรือไม่ในการที่จะรองรับข้อมูลเหล่านี้ได้ ส่วนสำหรับความหมายที่สองนั้น space เปรียบเสมือนได้กับการรวบรวมเอาสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรามาเก็บไว้ด้วยกัน ซึ่งสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรานี้ก็เปรียบได้เสมือนกับเป็นข้อมูลนั่นเอง และข้อมูลเหล่านี้ก็จะเป็นข้อมูลที่ได้ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนแล้ว เช่นว่า รูปร่างของข้อมูล, ขนาดของข้อมูล, ลำดับความสำคัญของข้อมูล เป็นต้น

      1.3 แนวคิดการและทฤษฏีเกี่ยวกับ Visual Design
การออกแบบเว็บไซต์ที่ดีต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าข้อมูลอะไรคือสิ่งที่ผู้ออกแบบต้องการจะสื่อออกไป มีความเหมาะสมกับเป้าหมายและลักษณะของเว็บไซต์ โดยคำนึงถึงความสะดวกของผู้ใช้งานเป็นหลัก

องค์ประกอบของการออกแบบเว็บไซต์อย่างมีประสิทธิภาพ (ธวัชชัย ศรีสุเทพ, 2544 : 16)

  1. ความเรียบง่าย (Simplicity) หลักที่สำคัญของความเรียบง่ายคือ การสื่อสารเนื้อหาถึงผู้ใช้โดยจำกัดองค์ประกอบเสริมที่เกี่ยวข้องกับการนำเสนอให้เหลือเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น
  2. ความเป็นเอกลักษณ์ (Identity) การออกแบบต้องคำนึงถึงองค์กร เนื่องจากรูปแบบของเว็บไซต์สามารถสะท้อนถึงเอกลักษณ์ ลักษณะขององค์กรได้ การใช้ชุดสี, ชนิดตัวอักษร, รูปภาพและกราฟิก จะมีผลต่อรูปแบบของเว็บไซต์อย่างมาก
  3. เนื้อหาที่มีประโยชน์ (Useful Content) เนื้อหาถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของเว็บไซต์ ดังนั้นในเว็บไซต์ควรจัดเตรียมเนื้อหาและข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการให้ถูกต้องและสมบูรณ์ โดยมีการปรับปรุงและเพิ่มเติมให้ทันต่อเหตุการณ์อยู่เสมอ
  4. ระบบเนวิเกชันใช้งานง่าย (User-Friendly Navigation) ระบบเนวิเกชัน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากของเว็บไซต์ จึงต้องออกแบบเข้าใจได้ง่าย และใช้งานสะดวก โดยใช้กราฟิกที่สื่อความหมายร่วมกับคำอธิบายที่ชัดเจน รวมทั้งรูปแบบและลำดับของรายการที่สม่ำเสมอ เช่นวางตำแหน่งเดียวกันในทุกหน้า
  5. มีลักษณะที่น่าสนใจ (Visual Appeal) หน้าตาของเว็บมีความสัมพันธ์กับคุณภาพขององค์ประกอบต่างๆ เช่น คุณภาพของกราฟิกที่จะต้องสมบูรณ์ การใช้ชนิดตัวอักษรที่อ่านง่าย สบายตา และการใช้โทนสีที่เข้ากันอย่างสวยงาม เป็นต้น
  6. การใช้งานอย่างไม่จำกัด (Compatibility) ควรออกแบบเว็บไซต์ให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่เข้าถึงได้มากที่สุด สามารถแสดงผลได้ในทุกระบบปฏิบัติการและที่ความละเอียดหน้าจอต่างๆกันอย่างไม่มีปัญหา สิ่งเหล่านี้จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น สำหรับเว็บที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก หรือมีกลุ่มเป้าที่หลากหลาย
  7. คุณภาพในการออกแบบ (Design Stability) เว็บที่มีคุณภาพ ถูกต้อง และเชื้อถือได้ ต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบเว็บไซต์อย่างมาก เช่นเดียวกับสื่อประเภทอื่นๆ ที่ต้องออกแบบและเรียบเรียงเนื้อหารอบคอบ เว็บที่ทำขึ้นอย่างลวกๆ ไม่มีมาตรฐานการออกแบบและการจัดระบบข้อมูล เมื่อมีข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็จะเกิดปัญหาและไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือจากผู้ใช้ได้
  8. ระบบการใช้งานที่ถูกต้อง (Functional Stability) ระบบการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ต้องมีความแน่นอนและทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ลิงค์ต่างๆที่มีอยู่นั้นจะต้องเชื่อมโยงไปยังหน้าที่มีอยู่จริงและถูกต้องด้วย

2. แนวคิดและทฤษฏีเกี่ยวกับการศึกษารูปแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับกิจ
การผลิตและส่งออกระดับ SMEs

2.1คำจำกัดความ “พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์” (E-Commerce / Electronic Commerce)
อ้างตามสมาคมธุรกิจอินเตอร์เน็ตไทย ให้นิยาม E-Commerce คือการค้าขายผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต รวมไปถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการทางธุรกิจ เพื่อลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาที่ต้องสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของกับผู้บริโภคและผู้ค้าส่ง โดยสังเขปก็อาจจะได้ความว่า E-Commerce ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. ผู้ประกอบการจัดตั้งร้านค้าหรือทำหน้าโฆษณาที่เรียกว่า Homepage หรือ Webpage
    บนอินเตอร์เน็ต
  2. ผู้ซื้อเข้าไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าในอินเตอร์เน็ต
  3. ผู้ซื้อติดต่อสอบถามรายละเอียดจากผู้ขาย เช่น ของดีจริงหรือไม่ ส่งได้รวดเร็วเท่าใด
    มีส่วนลดหรือไม่ เป็นต้น
  4. . ผู้ซื้อสั่งสินค้าและระบุวิธีจ่ายเงิน เช่น โดยผ่านบัตรเครดิต เป็นต้น
  5. ธนาคารตรวจสอบว่าผู้ซื้อมีเครดิตดีพอหรือไม่และแจ้งให้ผู้ขายทราบ
  6. ผู้ขายส่งสินค้าให้ผู้ซื้อ
  7. ผู้ซื้ออาจจะใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อขอบริการหลังการขายจากผู้ขาย

อ้างตามศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) แสดงความหมายของ E-Commerce คือ การดำเนินการทางพาณิชย์โดยอาศัยสื่อหรือวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่

1. การติดต่อทางคอมพิวเตอร์โดยผ่านทางอินเตอร์เน็ตหรือระบบเครือข่าย เช่น
ท การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ระบบอีดีไอ (EDI: Electronic Data
Interchange)

  • ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล์ (E-mail: Electronic Mail)
  • การสนทนาโต้ตอบระหว่างบุคคล เช่น ICQ
  • การสนทนาโต้ตอบระหว่างกลุ่มบุคคลบนเครือข่าย เช่น Chat/IR

2. การติดต่อผ่านทางเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เช่น โทรสาร โทรเลข โทรพิมพ์
อ้างตามศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ให้ความหมายของ E-Commerce ว่าเป็นการทำ “การค้า” ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยคำว่าสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้นจะครอบคลุมตั้งแต่ระดับเทคโนโลยีพื้นฐาน อาทิ โทรศัพท์ โทรสาร โทรทัศน์ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนกว่านี้ แต่ในปัจจุบันสื่อที่เป็นที่นิยมและมีความแพร่หลายในการใช้งานคืออินเทอร์เน็ตและมีการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการทำการค้ามาก จนทำให้เมื่อพูดถึงเรื่อง E-Commerce คนส่วนใหญ่จะเข้าใจไปว่าคือการทำการค้าผ่านอินเทอร์เน็ต

     2.2 รูปแบบของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
การทำการค้านั้นต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 2 ฝ่ายก็คือผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งผู้ซื้อและผู้ขายนั้นมีหลากหลายรูปแบบ สามารถจัดประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ออกเป็น 5 ประเภทหลัก ดังนี้

  • ผู้ประกอบการ กับ ผู้บริโภค (Business to Consumer - B2C) คือการค้า (ปลีก) ระหว่างผู้
    ค้าโดยตรงถึงลูกค้าซึ่งก็คือผู้บริโภค เช่น การขายหนังสือ ขายวีดีโอ ขายซีดีเพลงเป็นต้น

  • ผู้ประกอบการ กับ ผู้ประกอบการ (Business to Business – B2B) คือการค้า
    ระหว่างผู้ค้ากับลูกค้าเช่นกัน แต่ในที่นี้ลูกค้าจะเป็นในรูปแบบของผู้ประกอบการ ในที่นี้จะครอบคลุมถึงเรื่อง การขายส่ง การทำการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Management) เป็นต้น ซึ่งจะมีความซับซ้อนในระดับต่างกันไป ประกอบด้วยกิจกรรม อาทิ การจัดซื้อ ช่วยให้จัดซื้อได้ดีขึ้นทั้งด้านราคาและระยะเวลาการส่งของ การจัดการสินค้าคงคลัง การจัดส่งสินค้า การจัดการช่องทางขายสินค้า การจัดการด้านการเงิน เป็นต้น

  • ผู้บริโภค กับ ผู้บริโภค (Consumer to Consumer - C2C) ในเรื่องการติดต่อระหว่างผู้
    บริโภคกับผู้บริโภคนั้น มีหลายรูปแบบและวัตถุประสงค์ เช่นเพื่อการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร ในกลุ่มคนที่มีการบริโภคเหมือนกัน หรืออาจจะทำการแลกเปลี่ยนสินค้ากันเอง ขายของมือสองเป็นต้น

  • ผู้ประกอบการ กับ ภาครัฐ (Business to Government – B2G) คือ การประกอบธุรกิจ
    ระหว่างภาคเอกชนกับภาครัฐ ที่ใช้กันมากก็คือเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ หรือที่เรียกว่า e-Government Procurement ในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แล้ว รัฐบาลจะทำการซื้อ/จัดจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เช่นการประกาศจัดจ้างของภาครัฐในเว็บไซต์ www.mahadthai.com หรือการใช้งานระบบอีดีไอในพิธีการศุลกากรของกรมศุลกากร www.customs.go.th

  • ภาครัฐ กับ ประชาชน (Government to Consumer -G2C) ในที่นี้ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อ
    การค้า แต่จะเป็นเรื่องการบริการของภาครัฐผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองก็มีให้บริการแล้วหลายหน่วยงาน เช่นการคำนวณและเสียภาษีผ่านอินเทอร์เน็ต, การให้บริการข้อมูลประชาชนผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น เช่นข้อมูลการติดต่อการทำทะเบียนต่างๆของกระทรวงมหาดไทย ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบว่าต้องใช้หลักฐานอะไรบ้างในการทำเรื่องนั้นๆ และสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มบางอย่างจากบนเว็บไซต์ได้ด้วย

รูปแสดงตัวอย่างความสัมพันธ์ระหว่าง B2B, B2C

จากรูปจะเห็นว่า บริษัท ก.ยนต์การ เชื่อมต่อระบบสำนักงานส่วนหลังกับ ส.ชิ้นส่วนยนต์ ซึ่งถือเป็น Supplier ซื้อชิ้นส่วนมาผลิตต่อและเชื่อมต่อกับ บริษัท ผลิตรถยนต์ไทย จำกัด ซึ่งจัดเป็นลูกค้าซื้อชิ้นส่วนต่อจาก ก.ยนต์การ นำไปใช้ประกอบในสินค้าของบริษัทผลิตรถไทย (ส่วนนี้จัดเป็น B2B) ขณะเดียวกัน ก.ยนต์การ ได้นำชิ้นส่วนบางส่วนมาใช้ในการผลิตสินค้าจำหน่ายให้กับลูกค้ารายย่อยพร้อมกันด้วย ผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท (ส่วนนี้จัดเป็น B2C)
จากการที่แบ่งประเภทของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ออกเป็นประเภทตามข้างบนนั้น ดังนั้นทำให้สามารถจัดประเภทของช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างสองฝ่าย ออกได้เป็น 3 ช่องทางคือ

  1. การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล ในที่นี้บุคคลจะหมายถึงทั้งองค์กร บริษัท และตัว
    บุคคล ทำผ่านได้ทั้ง รูปแบบของโทรศัพท์ โทรสาร และอีเมล์
  2. การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลกับระบบคอมพิวเตอร์ และระหว่างระบบคอมพิวเตอร์
    กับบุคคล คือการใช้งานระบบอัตโนมัติในการติดต่อสื่อสารนั่นเอง เช่น ตู้ ATM ระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ ระบบ FAX Back ระบบส่งอีเมล์อัตโนมัติ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าเป็นสำคัญ
  3. การติดต่อระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ด้วยกันเอง เป็นรูปแบบที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
    ในการติดต่อทางธุรกิจ โดยการให้ระบบคอมพิวเตอร์ของทั้งสองฝ่ายทำการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูลโดยอัตโนมัติ ตามข้อกำหนดที่ได้ทำการตกลงร่วมกันไว้ อาทิ อีดีไอ ระบบการจัดการห่วงโซ่การผลิต เป็นต้น


     2.3 ประโยชน์ของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
สรุปจากทั้งมุมจากผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้ซื้อ พบว่ามีข้อที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน 3 ประเด็นคือ

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการติดต่อแบบเดิม
  2. ลดขั้นตอนการประกอบธุรกิจ
  3. ไม่มีข้อจำกัดด้านสถานที่ สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วโลก (หมายความว่าต้องสร้าง
    เว็บไซต์ให้มีข้อมูลเป็นภาษาสากลหรือภาษาที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายขององค์กร เช่นภาษาจีน ญี่ปุ่น เป็นต้น)
  4. ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา สามารถทำการค้าได้ 24 ชั่วโมง 7 วัน ผ่านระบบอัตโนมัติ

ประโยชน์สำหรับผู้ซื้อ/ผู้บริโภค

  • หาข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบด้านราคา คุณภาพสินค้าและข้อมูลอื่น ผ่านเว็บไซต์ของ
    องค์กรและเว็บบอร์ดต่างๆ หาข้อมูลได้ง่าย เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ
  • กรณีซื้อสินค้าที่จับต้องไม่ได้ เช่น ซอฟท์แวร์ เพลง หนังสือ ฯลฯ สามารถได้รับสินค้า
    ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ทันทีทำให้ได้รับสินค้าอย่างรวดเร็ว
  • สินค้าบางประเภทสามารถลดพ่อค้าคนกลางได้ ทำให้ได้ราคาที่ถูกลง

ประโยชน์สำหรับผู้ผลิตและผู้ขาย

  • ลดความผิดพลาดในการสื่อสาร จากเดิมที่ในการค้าต้องส่งแฟกซ์ หรือบางทีบอกจด
    ทางโทรศัพท์ รับใบคำสั่งซื้อแล้วมาคีย์เข้าระบบ ถ้าสามารถทำการติดต่อกันผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ส่งข้อมูลกันได้เลยจะช่วยลดความผิดพลาดในส่วนนี้ไปได้
  • ลดเวลาในการผลิต นำเทคโนโลยีมาช่วยในการคำนวณเรื่องความต้องการวัตถุดิบ
    การทำคำสั่งซื้อวัตถุดิบ
  • เพิ่มประสิทธิภาพในระบบสำนักงานส่วนหลัง
  • เปิดตลาดใหม่ หาคู่ค้า ซัพพลายเออร์รายใหม่
  • เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลัง
  • เพิ่มความสัมพันธ์กับคู่ค้าให้ดีขึ้น
  • สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเว็บไซต์ของบริษัท โดยการสร้างข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้า
    การให้บริการหลังการขายให้คำปรึกษาเรื่องผลิตภัณฑ์ หรือการแก้ไขเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว

แนวคิดการออกแบบ B2B Website : 7Cs Concept

  1. Context บริบท สภาพโดยรวมของการออกแบบ website ควร ผสมผสานทั้งประโยชน์
    การใช้งาน การเข้าถึงข้อมูลง่ายเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เชิงธุรกิจ และความสวยงามเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรและสร้างความรู้สึกประทับใจแก่ผู้มาเยี่ยมชม
  2. Content ข้อมูลข่าวสารขององค์กร สินค้า บริการที่มีการแปลงเป็นสารเชิงธุรกิจนำเสนอ
    ในรูปข้อมูลดิจิตอล
  3. Community สังคม มีนัยถึงความสัมพันธ์ที่สร้างและผูกพันกันบนผลประโยชน์ร่วมเชิง
    ธุรกิจ ระหว่างองค์กรกับคู่ค้า กับลูกค้า กับพันธมิตรธุรกิจ ในโลกของอินเตอร์เน็ตแหล่งที่พบปะชุมนุมกัน ได้แก่ message board, live chats เป็นต้น
  4. Customization บริการตามสั่ง แสดงถึงความสามารถขององค์กร (ผ่าน website) ในการ
    ปรับแต่งสินค้าและหรือบริการเฉพาะลูกค้าซึ่งมีความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละราย
  5. Communication การสื่อสารในที่นี้หมายถึงข้อความที่องค์กรแสดงผ่าน website ไปถึงผู้
    เยี่ยมชม สามารถทำได้ 3 รูปแบบ (1) องค์กร-ผู้เยี่ยมชม เช่น email (2) ผู้เยี่ยมชม-องค์กร เช่น customer service request form (3) ผู้เยี่ยมชม-ผู้เยี่ยมชม เช่น instant messaging
  6. Connection การเชื่อมสัมพันธ์ หมายถึงการเกาะเกี่ยวกันเป็นเครือข่ายใยแมงมุมในโลก
    อินเตอร์เน็ตด้วย link ระหว่าง site ขององค์กรกับ site อื่นๆ
  7. Commerce การติดต่อค้าขาย ในที่นี้คือความสามารถในการทำธุรกรรมภายใน website
    อาทิ การเสนอข้อมูลสินค้า ระบบการค้นหาสินค้า ราคาเงื่อนไขที่ดึงดูดใจ การเสนอขายที่ยืดหยุ่นเพื่อง่ายต่อการตัดสินใจซื้อ การรับคำสั่งซื้อที่สะดวกแก่ลูกค้า การตอบคำถามที่รวดเร็วและน่าเชื่อถือ ฯลฯ พัฒนาไปจนถึงระบบ shopping cart การชำระเงินอัตโนมัติ การจัดส่งสินค้าที่สามารถตรวจสอบได้ทุกระยะ

5. วัตถุประสงค์ในการศึกษาการออกแบบสารสนเทศในบริบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B2B
       5.1 เพื่อออกแบบสารสนเทศในบริบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการจำหน่ายสินค้าผ้าฝ้ายแบบขายส่ง (B2B)
       5.2 เพื่อส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในบริบทพาณิชย์อิเล็ก ทรอนิกส์แบบ B2B
       5.3 เพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งเสริมให้ผู้ใช้ประโยชน์ในการค้าจากอินเตอร์เน็ต

6. ประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษา
       6.1 ได้สื่อสารสนเทศในบริบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการจำหน่ายสินค้าผ้าฝ้ายแบบขายส่ง (B2B)โดนใช้แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ Information Architecture ; Customer Interface
       6.2 ได้ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในบริบทพาณิชย์อิเล็ก ทรอนิกส์แบบ B2B
       6.3 เป็นแนวทางในการสร้างระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และการพัฒนาต่อยอดของระบบ
ต่อไป

7. แผนดำเนินการ ขอบเขต และวิธีการศึกษา
      7.1 แผนการดำเนินงาน
แผนการดำเนินงานการค้นคว้าอิสระในครั้งนี้ มีขั้นตอนการดำเนินงานดังต่อไปนี้
- รวบรวมข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำเว็บไซต์
โดยใช้หลักการจัดระบบโครงสร้างข้อมูล (Information Architecture)
- รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับรูปแบบและเทคโนโลยีของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
และกรณีศึกษาการปฏิบัติที่ดีที่สุดทางด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
- ทำการศึกษาและพัฒนาระบบฐานข้อมูลของเว็บไซต์
- ทำการออกแบบกระบวนการของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับการนำมาใช้งานในการประกอบธุรกิจ กับผู้ใช้ (User Interface)
- พัฒนาและแก้ไขระบบการจัดเก็บข้อมูล
- ทดสอบระบบการจัดเก็บข้อมูล
- ทบทวนและปรับปรุงระบบ
- ทดสอบการใช้งานร่วมกับผู้ประกอบการ
- สรุปผลและนำเสนอผลงาน

       7.2 ขอบเขตการศึกษา

ศึกษาการออกแบบสารสนเทศในบริบทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์แบบ B2B กรณีศึกษา หจก.สหัสชาค็อตท่อนแอนด์คราฟห์ เพื่อออกแบบเว็บไซต์ตามหลักการจัดระบบโครงสร้างข้อมูล

       7.3 วิธีการศึกษา
              7.3.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล และวิธีการศึกษา
1) การศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง
2) การเก็บข้อมูลโดยการสังเกตและ การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ
3) วิเคราะห์รูปแบบของเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง
4) วิเคราะห์และออกแบบระบบเพื่อจัดทำระบบสารสนเทศ
5) จัดทำโปรแกรม และสร้างเว็บไซต์
6) ทดสอบนำไปใช้ประกอบด้วย
- การติดตั้ง (Installation)
- การทดสอบ (Implementation)
7) ทบทวนและปรับปรุง
8) สรุปผลและนำเสนอผลงาน


                7.3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
ฮาร์ดแวร์
1) คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเพื่อใช้ในการศึกษาพัฒนาระบบ
2) Server Media Arts & Design
1) โปรแกรม Macromedia Dreamweaver 2004 MX
2) โปรแกรม Adobe Photoshop Version 7
3) โปรแกรม Personal Web Server
4) โปรแกรม MySQL : ใช้สร้างและเชื่อมต่อฐานข้อมูล
5) ตัวแปลภาษา PHP4

8. สถานที่ใช้ในการดำเนินการศึกษาและรวบรวมข้อมูล
- หจก.สหัสชาค็อตท่อนแอนด์คราฟห์

9. ระยะเวลาในการดำเนินการศึกษา


10. เอกสารอ้างอิง
Bernard J. Jaworski, Gordon J. Paddison, Rafi A. Mohammed, Robert J. Fisher, Internet Marketing Building Advantage in a Networked Economy, second edition : McGraw Hill / Irwin
E-Business Research Center, Website: www.cio.com
World Best Website Awards by World Best Enterprises
Website: www.worldbestwebsites.com/e-commerce.htm
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC), Website: www.nectec.or.th
ศูนย์พัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, Website: www.ecommerce.or.th
สมาคมธุรกิจอินเตอร์เน็ตไทย, Website: www.atii.th.org
(รังสรรค์ ธนพรพันธ์,2538)
(สยว.วจ.4702)


l MySelf l My Inspiration l My Future Plan l 7cs theory l Independent Study l My Gallery l Contact l

CopyRight 2005 by : Techatat Thammanitkij , E-mail : pradabyot@yahoo.com